วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม้ดอก : แคแสด




แคแสด 


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathodea   campanulata   Beauv.

ชื่อสามัญ : Africom Tulip Tree

วงศ์ :  BIGNONIACEAE

ชื่ออื่น : แคแสด,ยามแดง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

แคแสด นั้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ชอบแดดจัด มีความสูงประมาณ 15-20 เมตรค่ะ จัดเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของแอฟริกา แต่ปัจจุบันได้กระจายพันธุ์ไปทั่วในเขตร้อน ลักษณะของต้นแคแสดงนั้น จะเป็นไม้สูงที่มีเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ค่อนข้างทึบ ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องตามยาใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 30-45 เซนติเมเมตร ใบย่อยมี 4-9 คู่ ขอบใบเป็นริ้ว ปลายใบแหลม ลักณะใบเป็นรูปไข่ (ใบรี) ดอกเป็นช่อออกดอกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยในแต่ละช่อจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกัน กลีบดอกมีปลายแผ่เป็นรูปแตรยับย่น สีส้มแสดจนถึงสีแดงสด ออกดอกราวเดือน ตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ดอกจะทะยอยบานและร่วงง่าย ผลแก่มีสีน้ำตาลดำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยจะเริ่มให้ดอกเมื่อแคแสดมีอายุประมาณ 4-8 ปี


ภาพประกอบ freebird-chaithra.blogspot.com
อ้างอิงข้อมูล วิกิพีเดีย



วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ไม้ดอก : กระเจี๊ยบแดง


กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Hibiscus sabdariffa  L.

ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle

วงศ์ :  Malvaceae

ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ,กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, เงี้ยว, ส้มตะเลงเครง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง (Roselle) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 50-180 ซม. ค่ะ (3-6 ศอก) ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง ใบเดี่ยว ขอบใบเรียบหรือบางทีก็มีรอยหยักเว้า 3-5 หยัก (มีหลายพันธุ์) ใบมีลักษณะคล้ายฝ่ามือ กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกกระเจี๊ยบแดงนั้นออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกดอกที่ซอกใบ กลีบดอกมีสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เมื่อกลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีก เกิดเป็นสีม่วงแดงหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายในน่ะนะคะ

วิธีปลูกกระเจี๊ยบแดง นั้น จะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดค่ะ ควรปลูกในฤดูฝน พรวนดินแล้วขุดหลุมปลูกโดยหยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างกันประมาณ 1/2-1 เมตร เมื่อต้นอ่อนงอกแล้ว ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเลือกไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงให้เติบโต หมั่นพรวนดิน ใส่ปุ๋ย และรดน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชรอบต้นให้หมด

กระเจี๊ยบนั้นสามารถนำกลีบเลี้ยงของดอกมาทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้ แถมยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรด้วย โดย อาทิเช่น ใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร ส่วนใบนั้น นำมาใช้ในการแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด แก้ไอ ขับเสมหะ เป็นต้นนะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก rspg.or.th
ภาพประกอบจาก frynn.com



วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : พุดตาน


พุดตาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus mutabilis  L.

ชื่อสามัญ : Dixie rosemallow,Cotton rose, Confederate rose

วงศ์ :  Malvaceae

ชื่อพื้นเมือง : ดอกสามสี  ดอกสามผิว (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พุดตาน

พุดตาน เป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึงประมาณ 5 เมตร ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนค่ะ โดยมีการนำเข้ามาปลูกในไทยเราตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ลักษณะโดยทั่วไปของพุดตานนั้น จะเป็นไม้ที่มีพุ่มเตี้ย ต้นและกิ่งมีขนสีเทา ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกสลับ ขอบใบหยัก โคนรูหัวใจปลายใบแหลม มีขนสาก ดอกคล้ายดอกชบาซ้อน ขนาดดอกใหญ่สวยงาม ออกดอกตามซอกใบและปลายกิ่งบานในตอนเช้า โดยเมื่อแรกบานจะมีสีขาว สาย ๆ จะเป็นสีชมพู และตอนบ่ายดอกจะกลายเป็นสีชมพูเข้มจนเกือบแดง ออกดอกดกตลอดทั้งปี ชอบแสดงแดดจัด ไม่ชอบที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง ดังนั้นจึงควรเลือกที่ปลูกในที่น้ำท่วมไม่ถึง ดินร่วนซุย แต่ก็ควรให้น้ำเพื่อให้คงรักษาระดับความชื้นไว้ที่ปานกลาง

ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง


อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,panmai.com
ภาพประกอบจาก thaiherb.info/cotton-rose-confederate-rose.html


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : ว่านจูงนาง





ว่านจูงนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Geodorum attenuatum Griff.

วงศ์ : ORCHIDACEAE

ชื่อพื้นเมือง : ว่านจูงนาง

ชื่ออื่นๆ : ว่านอึ่งเปราะ, ว่านถอนพิษ, กำปองดิน

ลักษณะทางพันธุศาสตร์

ว่านจูงนาง หรือว่านเขียด(ชื่อเรียกทางภาคเหนือ) นั้นเป็นว่านที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับริมรั้ว หรือใช้เป็นไม้กระถางค่ะ พืชชนิดนี้จัดอยู่ในหมวดกล้วยไม้ดิน มีลำต้นและหัวแบบหัวเผือกอยู่ใต้ดิน โบราณว่าเป็นว่านมหาเสน่ห์ ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อกระจะจากเหง้า สีขาว ปลายกลีบเหลือง โคนกลีบมีสีน้ำตาลแดง ก้านช่อตั้งตรง ปลายช่อดอกค้อมลง ใบมีลักษณะรูปเดี่ยว เป็นใบเดี่ยว แผ่นใบหนา

วิธีปลูกว่านจูงนางนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกในกระดางที่ผสมด้วยเศษกระเบื้องหรือเศษอิฐทุบระเอียด ดินร่วน และทรายหยาบค่ะ ผสมเครื่องปลูกข้างต้นกับปุ๋ยอินทรีย์ นำหัวว่านวางแล้วกลบดินไม่ต้องแน่น รดน้ำพอชื้น ระวังอย่าให้แฉะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,natres.skc.rmuti.ac.th/WAN/data/jung-nang.htm
ภาพประกอบจาก topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/03/J10328814/J10328814.html

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : โคมญี่ปุ่น



โคมญี่ปุ่น


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Fuchsia hybrids

ชื่อสามัญ : Fuchsia, Lady's Eardrops

ชื่อพื้นเมือง : โคมญี่ปุ่น,ตุ้มหูนางฟ้า,ตุ๊กตาเต้นระบำ

วงศ์ : ONAGRACEAE

ลักษณะทางพันธุศาสตร์

โคมญี่ปุ่น นั้นมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและใต้ค่ะ จัดเป็นไม้พุ่มล้มลุกที่มีดอกบานสวยในหน้าหนาว โดยมีลักษณะลำต้นที่อวบน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ใบของต้นโคมญี่ปุ่นนั้น จะเป็นใบกระจุกแบบกุหลาบซ้อน ใบหอก ขอบใบจักร มีดอกสีชมพูอ่อนและชมพูเข้มจนเกือบแดง ไปจนกระทั่งม่วงเข้ม บางสายพันธุ์ดอกจะมีสีฟ้าอมน้ำเงิน รูปร่างของดอกจะมีลักษณะคล้ายโคมที่โน้มลงสู่พื้น คล้ายกับโคมไฟของชาวญี่ปุ่น ดอกให้น้ำหวานและดึงดูดแมลงได้ดี ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในดินที่ระบายน้ำได้คล่อง โคมญี่ปุ่น นั้นต้องการแสงแดดรำไรค่ะ สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงดินและปลูกในกระถาง โดยหากปลูกลงดิน จะเป็นพันธุ์ตั้ง แต่หากปลูกในกระถางจะเป็นพันธุ์ย้อย

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำ




อ้างอิงข้อมูลและภาพประกอบจาก oknation.net/blog/print.php?id=846369

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : กระดุมทองเลื้อย

กระดุมทองเลื้อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wedelia trilobata (L.) Hitchc.

ชื่อวงศ์ : Compositae

ชื่อสามัญ : Climbing wedelia, Creeping daisy, Singapore daisy

ชื่อพื้นเมือง : เบญจมาศเครือ

ลักษณะทางพันธุศาสตร์กระดุมทองเลื้อย

กระดุมทองเลื้อย นั้น จัดเป็นไม้คลุมดินหรือไม้เลื้อยขนาดเล็กที่มีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตรค่ะ ลักษณะโดยทั่วไปจะมีลำต้นที่แตกเป็นแขนงทอดเลื้อยไปตามผิวดิน โดยมีปลายกิ่งชูตั้งขึ้น ลำต้นมีสีน้ำตาลแดงเรื่อมีขนประปราย และมีรากแตกตามข้อ ใบเป็นใบรูปไข่ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ขนาดของใบกว้าง 2-5 ซม. ยาว 5.5 ซม. ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใจจักรเล็กน้อย

กระดุมทองเลื้อย นั้นออกดอกตลอดทั้งปีค่ะ ดอกมีสีเหลือง ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีกลีบดอกรูปรีเรียงกัน 2 ชั้น โดยชั้นนอกเป็นดอกเพศเมียมี 8-10 กลีบ โคนกลีบวงนอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายกลับแยกเป็น 3 แฉก ส่วนดอกดอกสมบูรณ์เพศ มีขนาดเล็กกว่า และมีจำนวนกลีบมากกว่า ปลายกลีับแยกเป็น 5 แฉก

กระดุมทองเลื้อยขึ้นได้ในดินทั่วไปที่มีความชื้นปานกลาง-สูง และมีแสงแดดรำไร หรือแดดเต็มวัน (หากปลูกในที่แสงรำไร ข้อจะยืดยาวกว่าค่ะ) เติบโตได้เร็ว สามารถปลูกเป็นไม้คลุมดินบริเวณพื้นที่ลาดเอียงหรือริมสระน้ำเพื่อป้องกันการพังทลายได้ดี เราอาจจะเห็นการนำเอากระดุมทองเลื้อยมาปลูกไว้บริเวณเกาะกลางถนนแทนหญ้า ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องตัดแตกบ่อยแล้วยังให้ดอกสีเหลืองพราวไปทั้งผืน แลดูสวยงามเสริมสร้างภูมิทัศน์ให้กับบ้านของเราได้อีกด้วยนะคะ

การขยายพันธุ์ : นิยมใช้วิธีปักชำกิ่งมากกว่าการเพาะเมล็ด


อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลจาก agkc.lib.ku.ac.th
ภาพประกอบจาก chaikaclub.com


วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : คำมอกหลวง


คำมอกหลวง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gardenia sootepensis Hutch.

ชื่อสามัญ : Golden Gardenia

วงศ์ : Rubiaceae

ชื่ออื่นๆ : ผ่าด้าม  ยางมอกใหญ่  แสลงหอมไก๋  หอมไก๋ ไข่เน่า  คำมอกช้าง

ถิ่นกำเนิด : ดอยสุเทพ  ประเทศไทย

ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์คำมอกหลวง

คำมอกหลวง เป็นไม้ยืนต้นดอกหอม ที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลางค่ะ เป็นไม้ที่มีทรงพุ่มโปร่ง เรือนยอดทรงกลมแผ่กว้าง ลำต้นบิดงอ เปลือกสีครีมอ่อนหรือเทา ค่อนข้างเรียบหรือหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆ บริเวณโคนต้นไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา ในสภาพธรรมชาติจะผลัดใบ ในสภาพสวนปลูกจะไม่ผลัดใบ คำมอกหลวงจะออกดอกในช่วงเดือน กรกฎาคม-มีนาคม โดยดอกจะส่งกลิ่นหอมทั้งวัน แม้ว่าดอกจะร่วงแล้วก็ตาม อีกทั้งเนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่พบบนที่สูง จึงต้องการปริมาณน้ำที่ไม่มาก มีความแข็งแรง ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน

คำมอกหลวงเป็นไม้โตช้า สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ทั้งสูงและต่ำค่ะ โดยสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ในช่วง 4-5 ปีแรก จึงจะเริ่มออกดอก ไม่มีความจำเป็นที่จะใส่ปุ๋ยเร่งการออกดอก แต่เนื่องจากเป็นไม้ที่ค่อนข้างใหญ่ สูงได้ถึง 15 เมตร จึงควรปลูกให้ห่างจากต้นไม้ชนิดอื่นอย่างน้อย 4-5 เมตร และไม่เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย การปลูกไม้ชนิดนี้ควรปลูกตั้งแต่ต้นยังไม่ใหญ่มาก รากแก้วไม่ขาดจึงจะได้รูปทรงที่ดูดีตามธรรมชาติ ส่วนในกรณีที่เป็นไม้ขุดล้อมมาปลูก ต้องดูแลอย่างดีและสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่และแตกใบใหม่ช้าน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก clgc.rdi.ku.ac.th/index.php/resource/65-new-fragrant/551-gardenia
ภาพประกอบจาก http://158.108.80.10/plantwebsite

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : แก้วเจ้าจอม


แก้วเจ้าจอม


ชื่อวิทยาศาสตร์: Guaiacum officinale L.

ชื่อสามัญ: แก้วเจ้าจอม (อังกฤษ: Lignum Vitae)

แก้วเจ้าจอม เป็น ไม้กลางแจ้ง ที่เติบโตได้ดีในดินร่วนที่แม้จะมี่ความชื้น แต่ก็ระบายน้ำได้ดีค่ะ โดยสายพันธุ์ของแก้วเจ้าจอมนั้น ได้ถูกนำมาจากหมู่เกาะอินดีสตะวันออก โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาจากประเทศชวา (อินโดนีเซีย) ครั้งเสด็จประพาส เมื่อทรงนำเข้ามาแล้ว จึงทรงนำมาปลูกใน เขตพระราชอุทยานวังสวนสุนันทา และปัจจุบันก็มีเพียงต้นเดียวเท่านั้นที่เป็นต้นดั้งเดิม อยู่บริเวณด้านหลังเนินพระนาง หรือ พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี และภายหลัง ได้กลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาน่ะนะคะ

ลักษณะโดยทั่วไปทางพันธุศาสตร์ของ แก้วเจ้าจอม

เป็นต้นไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงราว 10 - 15 เมตร ลำ้ต้นคดงด กิ่งก้านเป็นปุ่มปม เป็นไม้ที่มีความเเข็งและหนักมาก เนื้อไม้เป็นมันและมีลักษณะเป็นเส้นประสาน ทนต่อแรงอัดและน้ำเค็ม ดังนั้น จึงนิยมที่จะนำมาใช้ทำกรอบประกับเพลาเดินเรือทะเล หรือกรอบประกับเพลาเครื่องจักในโรงงานต่าง ๆ รวมทั้งนำมากลึงทำของใช้ เช่น ทำรอก ลูกโบว์ลิ่ง เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว เนื่องจาก แก้วเจ้าจอม เป็นไม้ไม่ผลัดใบ และจะเติบโตในลักษณะแตกใบพุ่มแผ่กว้าง จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ในสนาม เพื่อให้ความร่มรื่นแก่สวนหรือบ้านได้เป็นอย่างดีน่ะนะคะ

มาถึงในส่วนของใบกันบ้างค่ะ ใบของแก้วเจ้าจอม เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ผิวใบมัน มีใบย่อย 2 - 3 คู่ เรียงตรงข้ามคู่แกนกลางใบประกอบ ยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาว 0.5 - 1.0 เซนติเมตร ใบย่อยไม่มีก้าน รูปไข่กลับ รูปไข่ กว้างหรือรูปรีเบี้ยวเล็กน้อยมี 2 ชนิด คือ ใบย่อย 2 คู่ ออกดอกง่ายและชนิดใบย่อย 3 คู่ ออกดอกน้อยกว่า

แก้วเจ้าจอมนั้น ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน และเดือนสิงหาคม-ตุลาตคมค่ะ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีฟ้าอมม่วงหรือสีฟ้าคราม และจะจางลงเมื่อใกล้โรยมีกลิ่นหอม ผล มีเนื้อขนาดเล็ก รูปหัวใจกลับกดแบนลง สีเหลืองสดใส หรือส้มเมล็ดแข็งรูปไข่ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำและ ตอนกิ่งน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,ไม้ประดับ.คอม,ban-bu-ree-mag.exteen.com
ภาพประกอบจาก rakbankerd.com/agriculture/wb/show.php?Category=agriculture&No=21134

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : ทองอุไร



ทองอุไร

ชื่อภาษาอังกฤษ : Yellow elder, Trumpetbush, Trumpetflower, Yellow trumpet-flower, Yellow trumpetbush

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tecoma stans (L.) Juss. ex Kunth

ถิ่นกำเนิด : อเมริกา เม็กซิโก อาร์เจนตินา

ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์ ทองอุไร 

ทองอุไร จัดเป็น ไม้พุ่ม ปลูกง่ายขนาดเล็กที่มีความสูงราว 2-4 เมตรค่ะ ลักษณะลำต้นจะมีลำต้นสีน้ำตาล เล็ก แผ่นกิ่งด้านบนเป็นพุ่มกลม โปร่ง ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบหยิกย่อยเป็นฟันเลื่อย มีลักษณะเป็นใบประกอบขนนกที่มีใบย่อยที่ปลายสุด จำนวน 7-11 ใบ ผิวของใบละเอียด ก้านใบช่อดอกอ่อนเป็นสีเขียว ดอกสีเหลืองสด มีรูปคล้ายระฆัง,แตร หรือทรัมเป็ต ออกดอกตลอดทั้งปี ดอกดกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ไม่มีกลิ่นหอม กลีบดอกติดกันเป็นรูปกรวยยาว 3 - 4 เซนติเมตร ปลายกลีบมี 5 กลีบ ลักษณะกลมเป็นคลื่นเล็กน้อย ผลเป็นฝักกลมยาว 12 - 14 เซนติเมตร เมื่อฝักแก่เต็มที่ก็จะแตกออกได้เอง เมล็ดแบนสีน้ำตาลกระจายเมล็ดไปตามลม ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีการนิยมปลูกทองอะุไรตามข้างถนนและเกาะกลางถนนด้วยน่ะนะคะ

การปลูก : ทองอุไรเติบโตได้ดีในดินร่วนทุกชนิดค่ะ ต้องการความชื้นปานกลาง ดินระบายน้ำได้ดี และแสงแดดจัดเต็มวัน

ขยายพันธุ์ : ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตอนกิ่ง



เรียบเรียงข้อมูลจาก maipradabonline.com/weekly/thonguly.htm
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต




วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : บัวตอง

บัวตอง
ภาษาอังกฤษ : Mexican Sunflower Weed

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray. 

ชื่อพื้นเมือง : บัวตอง

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ต้นบัวตอง

บัวตอง  เป็นพืชที่เป็นไม้ดอกอายุยืนยาวได้หลายปีทางพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ค่ะ ต้นบัวตองเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งเลื้อย ที่สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร มีเปลือก ลำต้น และกิ่งสีน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง มีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบดอกเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ใบของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย บริเวณปลายใบเว้าลึก 3-5 แฉก มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ต้นบัวตองชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นน่ะนะคะ โดยจะออกดอกสวยงามที่สุดบนยอดดอยที่สูงกว่า 800 เมตรขึ้นไป และจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมเท่านั้น

ในสมัยก่อนได้มีการนำบัวตองเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับน่ะนะคะ แต่เนื่องจากบัวตองเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้เร็วในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม บัวตองจึงกลายเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งหากไม่ได้รับการควบคุมดูแลได้ดีพอค่ะ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด



อ้างอิงข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
ภาพประกอบจาก กระปุก.คอม

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : อโศกพวง

อโศกพวง

ชื่อพื้นเมือง : อโศกพวง,บัวต้น,โศกพวง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brownea ariza Benth.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE

ชื่อสามัญ : Rose of venezuela

อโศกพวง นั้นมีถิ่นกำเนิด อยู่ในประเทศเวเนซูเอล่า และพบได้ในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียค่ะ จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูง 5-10 เมตร ลักษณะเป็นทรงพุ่มกลม เรือนยอดและใบดก ทำให้พุ่มมีลักษณะต้นทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-8 คู่ ออกสลับ รูปใบเป็นรูปหอกหรือใบหอกแหลมแกมขอบหนาปลายโคนใบมนใบกว้าง 10 ซม.ยาว12ซม.ใบอ่อนมีสีม่วงแดงประสีน้ำตาลห้อยเป็นพวงที่ปลายกิ่งใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกของอโศกพวงนั้น จะออกเป็นช่อกลม เป็นกระจุกสีแดงตามซอกใบหรือกิ่งข้างช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20ซม.ออกดอกมากในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ผลเป็นผัก แบน แข็ง เมื่อแก่จะแตก ไม่ค่อยติดผล ภายในฝักมีเมล็ด 1-9 เมล็ด

อโศกพวงนั้น เป็นไม้ไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ที่ให้ดอกสีสวย สะดุดตาค่ะ ดังนั้นจึงนิยมปลูกไว้เพื่ออาศัยร่มเงาและเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง

ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://202.143.168.214/uttvc/chomromaourek/chomromaourek/chomrom25.htm
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : เข็มหอม,เข็มขาว


เข็มหอม,เข็มขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์(Scientific Name ) : Ixora finlaysonia wall. ex 6. Don

ชื่อวงศ์ ( Family Name ) : RUBIACEAE

ชื่อสามัญ(Common Name ) : siamese white Ixora

ชื่ออื่นๆ ( Other Name ) : เข็มพวงขาว,เข็มขาว

ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์เข็มหอม

เข็มหอม เดิมเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้ จัดว่าเป็นไม้พุ่ม ซึ่งมีความสูง 1-3 เมตร ค่ะ เข็มหอม หรือเข็มขาวมีสำต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมาก เราจึงพบว่าเข็มหอมมักอยู่กันเป็นพุ่มแน่น โดยแต่ละต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 1-2 เซนติเมตร เปลือกสีดำหรือม่วงเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน เรียงตรงข้าม หน้าใบมัน สีเขียวเข้ม หลังใบสีอ่อนกว่าและเห็นเส้นใบชัดเจน ในส่วนของช่อดอก จะมีสีขาว ออกที่ปลายยอด มีเส้นผ่าศูนย์กลางช่อดอก 8-18 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก   ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีเขียวรูปถ้วย ปลายแยกเป็นกลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2.5-3 เซนติเมตรปลายหลอดมีกลีบแยกจากกันเป็น 4 กลีบ แต่ละกลีบรูปไข่กว้าง 0.3 เซนติเมตร ยาว 0.6 เซนติเมตร เมื่อดอกบานมีเส้น   ผ่าศูนย์กลาง 1.2-2 เซนติเมตร ดอกย่อยภายในช่อดอกเดียวกันบานในเวลาใกล้เคียงกัน ดอกที่บานใหม่ ๆ จะมีสีขาว บริสุทธิ์ เมื่อใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ดอกมีกลิ่นหอม และออกดอกตลอดปี

การปลูกและขยายพันธุ์เข็มหอม

ขยายพันธุ์ได้หลายวิธีค่ะ ทั้งเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง พบว่าออกรากได้ง่าย ปลูกเลี้ยงและบำรุงรักษาได้ง่าย ทนทาน มีอายุยืนนานหลายปี ชอบดินที่มีความชื้นสูงและชอบแดดจัด ต้นที่ปลูกในที่มีแสงน้อยหรือได้รับร่มเงาของต้นไม้อื่น จะมีกิ่งยืดยาวและไม่ค่อยออกดอก เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้พุ่มหรือไม้ที่ตัดแต่งเป็นพุ่มรูปทรงต่าง ๆ ปลูกตามขอบแนวถนนหรือปลูกเป็นรั้วและตัดแต่งเป็นแนวยาวตามถนน



เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : การเวก

การเวก
ชื่อวิทยาศาสร์       Artabotrys siamensis. Mig

ตระกูล                  ANNONACEAE

ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์การเวก

การเวก เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งที่มีขนาดใหญ่ค่ะ โดยจะมีมือเกาะรูปตะขอยืนออกมาจากเถา ลำต้นของการเวกมีลักษณะเป็นเถาเลื้อยโดยบริเวณยอดอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อเกาแก่ก็จะเป็นสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกันตามข้อต้น รูปใบขอบขนานหรือมนรี โคนใบและปลายใบแหลม มีก้านใบเป็นสัน พื้นใบเขียวเข้มเป็นคลื่นเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ไม่มีจัก มีพุ่มใบที่หนาแน่นมาก ต้นการเวกจะออกดอกทั้งปีค่ะ โดยจะออกดอกตรงโคนต้น เมื่อแรกออกดอกจะเป็นสีเขียว แล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง ในหนึ่งดอกจะมีกลีบ ซึ่งแบ่งเป็นชั้นชั้นละ 3 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ดอกมีขนาดเล็ก หนาและแข็ง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปรี มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเป็นจำนวนมาก ดอกจะมีกลิ่นหอมจัดในเวลาเย็นถึงค่ำ

การปลูกการเวก

ปลูกได้ทั้งวิธีเพาะเมล็ดและการตอน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมใช้กิ่งตอนปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ด เพราะจะทำให้ไม่เสียเวลา การตอนกิ่งควรที่จะทำในช่วงฤดูฝน เมื่อกิ่งตอนงอกรากพอสมควร แล้วจึงตัดมาปลูก

การดูแลรักษา

การเวก เป็นไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่หากเป็นดินร่วนปนทรายและระบายน้ำได้ดี ก็จะเจริญงอกงามได้มากกว่าดินชนิดอื่น นอกจากนั้นยังมีความต้องการแสงมากพอสมควร จึงเหมาะที่จะปลูกริมรั้วบ้าน สวน ภายในบ้าน หรือสวนสาธาณะ เป็นต้น ควรให้น้ำปานกลาง หากเป็นในระยะแรกปลูกให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น แต่เมื่อต้นโตแล้ว ให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ก็ได้โดยรดในช่วงเช้า และควรรดให้ดินชุ่ม


เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.maipradabonline.com/maileay/karawak.htm

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : จำปา



จำปา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Michelia Champaca

ชื่อวงศ์ MAGNOLIACEAE

ชื่อสามัญ Champaca

ชื่ออื่นๆ Orange Chempaka, จำปา

ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย, ประเทศพม่า

ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์

จำปา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ดอกหอม ที่คนไทยเรารู้จักกันทั่วไปค่ะ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า จำปายังเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพรอีกด้วย

ลักษณะลำต้นของจำปา จะมีสีน้ำตาลปนขาว สูงราว 20 ฟุตค่ะ อายุประมาณ 5-6 ปี ทรงพุ่มค่อนข้างเตี้ย ใบมีขนาดเล็กกว่าจำปี คือยาวประมาณ 15 เซนติเมตร สีเขียวอ่อนเป็นมัน มีขนบาง ๆ ตามกิ่งและลำต้นมีตุ่มละเอียด กิ่งเปราะ ใบสีเขียวและใหญ่ ปลายใบแหลมคล้ายมะม่วง ดอกมีสีเหลืองอมส้ม ออกดอกเกือบทั้งปี ลัึกษณะดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกยาว มีประมาณ 8-10 กลีบซ้อนกันเป็นชั้น แต่ออกดอกรวมกันเป็นช่อ ตามโคนก้านใบส่วนยอด เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง ให้ดอกมากที่สุดเมื่ออายุ 3-5 ปี เฉลี่ย 70 ดอกต่อต้น ดอกจะบานเวลาตี 2–ตี 3 มีกลิ่นหอมเย็นตลอดปี

การขยายพันธุ์จำปา 

ขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะเมล็ด ทาบกิ่ง และการตอนกิ่ง แต่นิยมเพาะเมล็ดกันมาก เนื่องจากมีเมล็ดจำนวนมาก หาง่าย และเพาะให้งอกได้ง่าย การเพาะเมล็ดจะเพาะในแปลงเพาะ แล้วจึงย้ายกล้าลงชำในกระถาง จนอายุ 3-6 เดือนจึงย้ายปลูกลงดิน ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดจะมีลำต้นตรง ระบบรากดี เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีทรงพุ่มแน่นทึบสวยงาม ต้นที่ปลูกอยู่บนภูเขาหรือในที่สูงจะติดเมล็ดได้ดีกว่าต้นที่ปลูกบนพื้นราบ จำปาชอบดินร่วนระบายน้ำดีและต้องการรับแสงแดดมากเต็มที่ หากต้องการปลูกให้ออกดอกในกระถางควรใช้วิธีทาบกิ่ง

การปลูกและดูแลรักษาจำปา

จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง และต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขัง จะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์

สรรพคุณ ดอกและเมล็ดใช้ทำยาแก้ไข แก้โรคธาตุเสีย แก้คลื่นเหียน และยังทำอุบะร้อยมาลัย


เรียบเรียงข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : ดาวเรือง


ดาวเรือง

ชื่อพฤกษาศาสตร์  : Tagetes erecta

วงศ์  :  COMPOSITAE.       

ถิ่นกำเนิด :   อเมริกาใต้และประเทศเม็กซิโก      

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ดาวเรือง

ดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุกที่มีต้นเป็นพุ่ม สูงราว 3 - 4 ฟุตค่ะ  ลักษณะใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปรีถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 0.5-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ดอกมีทั้งดอกซ้อนและไม่ซ้อน มีอยู่หลายสี เช่น สีเหลือง ส้ม แสด สีขาว ตามพันธุ์ แต่เมื่อออกดอกแล้วต้นเดิมจะตาย แต่ก็ขยายพันธุ์ได้ง่าย โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ด

ดาวเรือง เป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกกันอย่างมากในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ เม็กซิโก สำหรับในเอเชียใต้จะใช้ดาวเรืองสำหรับพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมใช้บูชาทางศาสนาพุทธและพิธีมงคลต่าง ๆ ในเม็กซิโกจะใช้ดอกดาวเรืองในเทศกาลวันแห่งความตายเพื่อระลึกถึงวิณญาณบรรพบุรุษ

ดาวเรืองเป็นพืชในสกุล Tagetes ซึ่งในธรรมชาติ พบแพร่กระจายพันธุ์ตามพื้นที่ร้อน และแห้งแล้ง ตามพื้นที่ลาดชัน และก้นหุบเขา ตั้งแต่แถบ New Mexico ไปจนถึงประเทศอาร์เจนติน่า นอกจากนั้นยังพบที่แอฟริกาและอเมริกาอีกด้วย 

ในประเทศไทยของเรานั้น มีการปลูกดาวเรืองทั่วทุกภาคของประเทศมานาน จนคล้ายกับว่าเป็นพืชพื้นเมืองของเราน่ะนะคะ แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการนำเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อไหร่ โดยชื่อของดาวเรืองจะถูกเรียกต่างกันไปในแต่ละภาค แต่มีความหมายคล้ายกัน โดยเรียกตามสีและลักษณะดอก ภาคกลางเรียกว่า ดาวเรือง ภาคเหนือเรียกว่า คำปู้จู้ โดยที่คำแปลว่า ทอง ส่วน ปู้จู้แปลว่า กระจุกแน่น ปัจจุบันนี้มีการคัดพันธุ์ที่เหมาะสม ที่จะปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับและใช้ผสมในอาหารเลี้ยงไก่ ดาวเรืองจึงได้รับการส่งเสริมให้ผลิตเป็นไม้ตัดดอกจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมาน่ะนะคะ 



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : จันทร์กระจ่างฟ้า


จันทร์กระจ่างฟ้า
ชื่อทั่วไป : จันทร์กระจ่างฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mandevilla sp. and hybrid
 
ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ของ จันทร์กระจ่างฟ้า

ต้นจันทร์กระจ่างฟ้า นั้น จัดเป็นไม้เลื้อยเถาขนาดกลางมีอายุได้หลายปีที่มีการนำเข้ามาครั้งแรกจากประเทศฟิลิปินส์ค่ะ ลักษณะทั่วไปของลำต้น จะมีกิ่งอ่อนสีเขียวแกมน้ำตาล ใบมีลักษณะใบเดี่ยวรูปรี เรียงตรงข้าม กว้าง 4-6 เซนติเมตร  ยาว 7-9 เซนติเมตร ปลายและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน ดอกเป็นรูปแตรสีเหลืองสด ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยก 5 แฉก รูปกลมซ้อนเกยกัน ออกดอกทั้งปี โดยดอกจะบานเต็มที่กว้างราว 4-5 เซนติเมตร น่ะนะคะ

จันทร์กระจ่างฟ้า เป็นไม้ที่เติบโตได้เร็วค่ะ ขยายพันธุ์ด้วยการ ชำและตอนกิ่ง โดยสามารถออกดอกภายใน 1-2 เดือนเมื่อนำมาปลูก นอกจากนี้ยังปลูกง่าย ตัดแต่งเป็นพุ่มทรงได้ สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทั่วไปที่มีความชื้นปานกลาง และมีแสงแดดตลอดทั้งวันน่ะนะคะ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ ของจันทร์กระจ่างฟ้า เนื่องจากดอกมีสีเหลืองสะดุดตา และให้ดอกดก (ดอกจะบานอยู่ได้ 5 วัน นับตั้งแต่วันคลี่กลีบจนถึงวันร่วงหล่นจากต้น) จึงสามารถปลูกขึ้นซุ้มขนาดเล็กหรือรั้วได้อย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังสามารถตัดแต่งเป็นพุ่มได้งามตาอีกด้วยค่ะ




อ้างอิงข้อมูลจาก http://agkc.lib.ku.ac.th/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต





 

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : ไฮเดรนเยีย

ไฮเดรนเยีย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrangea macrophylla (Thunb.) Ser.

ชื่อวงศ์ : Hydrangeaceae

ชื่อสามัญ : Hortensia group, Hydrangea

ชื่อพื้นเมือง : ดอกสามเดือน ดอกหกเดือน ดอกสามสี

ไฮเดรนเยีย นั้นเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ ลักษณะพันธุ์นั้นจะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง และมีสีสันของดอกเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้พบเห็นมากเลยทีเดียวค่ะ ขนาดของต้นไฮเดนเยียนั้นสูงได้ถึง 1 เมตร และมีใบกลมมน ขอบจัก ปลายใบมีติ่งแหลม แผ่นใบหนา สีเขียว ร่องใบลึกชัดเจน ลักษณะเป็นใบเดี่ยว  เรียงตรงข้าม สำหรับดอกนั้น มีหลายสีด้วยกันน่ะนะคะ ได้แก่ สีขาว ชมพู หรือฟ้า ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงหลั่นทรงกลมที่ปลายกิ่ง  ช่อดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่  ดอกรอบนอกเป็นหมัน ดอกรอบในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน ปลายจัก 4-5 พู โคนกลีบ ดอกเชื่อมติดกันปลายแยก 4-5 แฉก ดอกย่อยบานเต็มที่กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร โดยมีฤดูที่ดอกบานในฤดูหนาว

ลักษณะนิสัย ของไฮเดรนเยีย จะชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นปานกลางน่ะนะคะ โดยเราสามารถปลูกไฮเดรนเยียไว้ในร่ม หรือกลางแดดรำไรได้เช่นกันค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://agkc.lib.ku.ac.th/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : พุดสามสี

พุดสามสี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brunfelsia americana L.

ชื่อวงศ์ : Solanaceae

ชื่อสามัญ : Yesterday today and tomorrow, Morning noon and night

ชื่อพื้นเมือง : พุดสี, พุทธชาดสามสี, สามราศรี

ลักษณะโดยทั่วไปทางพฤษศาสตร์ พุดสามสี

พุดสามสี นั้น เป็นไม้พุ่มเตี้ย สูง 2-5 ฟุต ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอเมริกาเขตร้อนและหมู่เกาะอินดีส ค่ะ ทรงพุ่มของพุดสามสีนั้นมีการแตกกิ่งก้านสาขามาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ใบเรียบเกลี้ยงสีเขียวเข้มค่อนข้างแข็ง ทรงใบรูปมนรี ปลายใบแหลม ขนาดใบยาว 6-7 นิ้ว ดอกออกเป็นกลุ่ม มี 5 กลีบ แต่ละกลีบเป็นรอยยับย่น ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1 นิ้ว ดอกที่บานใหม่ๆ เป็นสีม่วงเข้มพอรุ่งขึ้นจะกลายเป็นสีม่วงอ่อน และรุ่งขึ้นอีกวันดอกก็กลายเป็นสีขาว พอถึงวันที่สี่ดอกก็จะร่วง ดอกมีกลิ่นหอมจัดในเวลากลางคืนถึงเช้า ออกดอกตลอดทั้งปี ดอกมีกลิ่นหอมในช่วงเช้าและเย็น (ช่วงที่อากาศเย็น แสงแดดอ่อนหรือไม่มีแดด) และออกดอกดกมากน่ะนะคะ

การขยายพันธุ์พุดสามสี : ทำได้ด้วยการปักชำ  ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากที่สุดค่ะ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้หอมขนาดเล็กการตอนสามารถทำได้แต่ต้องเป็นกิ่งที่มีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป เพราะกิ่งค่อนข้างเปราะอาจหักง่าย

แต่เนื่องจากพุดสามสีเป็นพันธุ์ไม้ที่มีระบบรากตื้น จึงต้องควรดูแลเรื่องการให้น้ำให้ดี หากต้นเริ่มขาดน้ำจะแสดงอาการเหี่ยวให้เห็นทันทีน่ะนะคะ หากพบอาการดังกล่าวให้รีบรดน้ำทันทีภายใน 2 ชม. อาการเหี่ยวจะหายไป  ในช่วง 1 ปีแรกไม่ควรมีการตัดแต่งใด ๆ เพราะจะทำให้ต้นโตช้า ในปีที่ 2 เป็นต้นไป ควรตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการหรือกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มออกบ้าง อย่าให้ใบแน่นเกินไป จะช่วยให้การเจริญเติบโตรวดเร็วดีค่ะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.nanagarden.com

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไม้ดอก : แพงพวย

แพงพวย


ชื่อ  แพงพวย

ชื่อวิทยาศาสตร์   Catharanthus roseus "G. Don".

ตระกูล               APOCYNACEAE

ชื่อสามัญ           Madagascar periwinkle

ลักษณะทางพฤษศาสตร์แพงพวย

แพงพวย เป็นพืชล้มลุกพื้นเมืองของหมู่เกาะมาดากาสกา ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลางค่ะ สำหรับแพงพวยในประเทศไทยมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ผักปอดนา (ภาคเหนือ) ผักนมอินทร์ (สุราษฎร์ธานี) ตับขี้หมู (เกาะสมุย, เกาะพงัน)แพงพวยฝรั่ง พังพวยฝรั่ง พังพวยบก (ไทยภาคกลาง) เป็นต้น 

แพงพวยเป็นพืชอายุหลายปี (perennial) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กและเป็นพืชผสมตัวเอง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โรค แมลง ตลลอดจนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษสามารถเจริญได้ในอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน ชอบแสงแดดปานกลางถึงแสงแดดจัด ดอกมีสีสันสวยงาม ออกดอกตลอดปีเป็นพืชที่มีระบบรากแก้ว ลำต้นมีทั้งทอดขนานไปตามผิวดินและตั้งตรง ทรงพุ่มสูงประมาณ 40-120 เซนติเมตร ใบสีเขียวเข้ม ลักษณะใบ ขอบใบเรียบ ทรงกลมรีี ใบยาวประมาณ 2 นิ้ว และกว้างประมาณ 1 นิ้ว ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกของแพงพวยจะมีสองสีคือแดงและขาว นิยมปลูกประดับไว้ตามสนามหญ้า ข้างทางเดินหรือข้างถนน การปลูกจะปลูกเป็น แถวหรือเป็นกลุ่มน่ะนะคะ

การขยายพันธุ์แพงพวย : สามารถทำได้ด้วยวิธีการปักชำ หรือเพาะเมล็ด แต่การเพาะจากเมล็ดทำได้ง่ายและสะดวกกว่า โดยสามารถเพาะลงในกระบะ หรือหว่านลงในแปลงปลูก เมล็ดจะงอกภายใน 5-7 วัน แพงพวยสามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน ต้องการแสงแดดและอากาศร้อน เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลางโดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและค่อนข้างจะแห้ง เนื่องจากจะช่วยในการส่งเสริมการเจริญของรากได้ดี ถ้าดินแฉะเกินไปจะทำให้รากไม่มีอากาศหายใจ ทำให้รากเน่าได้ และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้งค่ะ




เรียบเรีียงข้อมูลจาก http://www.the-than.com/FLower/9-1.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไม้ดอก : นนทรี


นนทรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum pterocarpum  (DC.) Backer ex K. Heyne

วงศ์ :  LEGUMINOSAE- CAESALPINIOIDEAE

ชื่อสามัญ :  Copper pod  , Yellow flame

ชื่ออื่น :  กระถินป่า  กระถินแดง (ตราด)  สารเงิน (แม่ฮ่องสอน)

ชื่อพื้นเมือง : นนทรีบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์นนทรี

นนทรี เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นค่อนข้างตรง สูง 8-15 เมตร ชอบขึ้นตามป่าชายหาด เปลือกมีสีเทาค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ทั่วไป เรือนยอดเป็นรูปร่ม หรือทรงกลมกลายๆ ตามกิ่งและก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป กิ่งแก่มีลักษณะเกลี้ยง

ใบ เป็นช่อเรียงสลับเวียนกันถี่ๆ ตามปลายกิ่งดูเป็นกลุ่ม ช่อหนึ่ง ยาว 20-27 ซม. ประกอบด้วยแขนงใบย่อยที่ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ  9-13 คู่ แขนงย่อยคู่ต้นๆ จะสั้นกว่าคู่ที่ถัดไป แต่คู่ที่อยู่ที่ปลายช่อก็จะสั้นเช่นกัน ใบย่อยเล็กรูปร่างคล้ายเมล็ดข้าวสารแบนๆ กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 10-15 มม. โคนใบเบี้ยว ปลายใบทู่ๆ หลังใบสีเขียวเข้มกว่าท้องใบ โคนก้านใบ ก้านแขนงย่อย และก้านช่อบวม หูใบเป็นเส้นเรียว

ดอก สีเหลืองออกเป็นช่อตั้งตรง ขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านแขนงมาก อยู่ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบตอนปลายๆ กิ่ง ยาว 20-30 ซม. กลีบดอกป้อมบางและยับย่น  โคนกลีบมีขนสีน้ำตาลประปราย เกสรผู้มี 10 อัน ผล เป็นฝักแบนๆ รูปรี ปลายและโคนสอบแหลม กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 5-12 ซม. สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่จัดจนแห้งเป็นเป็นสีน้ำตาลดำ แต่ละฝักมี 1-4 เมล็ด เมล็ดแข็งแรงรูปร่างและขนาดเท่าใบย่อย เรียงตามยาวของฝัก ผลแก่ในเดือนพฤศจิกายน  ออกดอกเดือนมกราคม-มีนาคม



ขยายพันธุ์ : โดยการ ใช้เมล็ด

ประโยชน์ :  เนื้อไม้ สีชมพูอ่อน ถึงน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเป็นคลื่นบ้าง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสกบตบแต่งง่าย ใช้ทำกระดานปูพื้น เพดาน ฝา เครื่องเรือน และหีบใส่ของ เปลือก มีรสฝาด รับประทานเป็นยาขับโลหิต กล่อมเสมหะและโลหิต กับใช้เป็นยาขับลม ผายลม แก้ท้องร่วง มีผู้ปลูกเป็นไม้ประดับกันมากเพราะพุ่มใบและดอกสวยงาม



ที่มาข้อมูล และภาพประกอบ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5