วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม้ดอก : แคแสด




แคแสด 


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathodea   campanulata   Beauv.

ชื่อสามัญ : Africom Tulip Tree

วงศ์ :  BIGNONIACEAE

ชื่ออื่น : แคแสด,ยามแดง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

แคแสด นั้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ชอบแดดจัด มีความสูงประมาณ 15-20 เมตรค่ะ จัดเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของแอฟริกา แต่ปัจจุบันได้กระจายพันธุ์ไปทั่วในเขตร้อน ลักษณะของต้นแคแสดงนั้น จะเป็นไม้สูงที่มีเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ค่อนข้างทึบ ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องตามยาใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 30-45 เซนติเมเมตร ใบย่อยมี 4-9 คู่ ขอบใบเป็นริ้ว ปลายใบแหลม ลักณะใบเป็นรูปไข่ (ใบรี) ดอกเป็นช่อออกดอกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยในแต่ละช่อจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกัน กลีบดอกมีปลายแผ่เป็นรูปแตรยับย่น สีส้มแสดจนถึงสีแดงสด ออกดอกราวเดือน ตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ดอกจะทะยอยบานและร่วงง่าย ผลแก่มีสีน้ำตาลดำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยจะเริ่มให้ดอกเมื่อแคแสดมีอายุประมาณ 4-8 ปี


ภาพประกอบ freebird-chaithra.blogspot.com
อ้างอิงข้อมูล วิกิพีเดีย



วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ไม้ดอก : กระเจี๊ยบแดง


กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Hibiscus sabdariffa  L.

ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle

วงศ์ :  Malvaceae

ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ,กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, เงี้ยว, ส้มตะเลงเครง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง (Roselle) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 50-180 ซม. ค่ะ (3-6 ศอก) ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง ใบเดี่ยว ขอบใบเรียบหรือบางทีก็มีรอยหยักเว้า 3-5 หยัก (มีหลายพันธุ์) ใบมีลักษณะคล้ายฝ่ามือ กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกกระเจี๊ยบแดงนั้นออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกดอกที่ซอกใบ กลีบดอกมีสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เมื่อกลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีก เกิดเป็นสีม่วงแดงหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายในน่ะนะคะ

วิธีปลูกกระเจี๊ยบแดง นั้น จะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดค่ะ ควรปลูกในฤดูฝน พรวนดินแล้วขุดหลุมปลูกโดยหยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างกันประมาณ 1/2-1 เมตร เมื่อต้นอ่อนงอกแล้ว ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเลือกไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงให้เติบโต หมั่นพรวนดิน ใส่ปุ๋ย และรดน้ำ รวมถึงกำจัดวัชพืชรอบต้นให้หมด

กระเจี๊ยบนั้นสามารถนำกลีบเลี้ยงของดอกมาทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้ แถมยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรด้วย โดย อาทิเช่น ใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร ส่วนใบนั้น นำมาใช้ในการแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด แก้ไอ ขับเสมหะ เป็นต้นนะคะ


อ้างอิงข้อมูลจาก rspg.or.th
ภาพประกอบจาก frynn.com



วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : พุดตาน


พุดตาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus mutabilis  L.

ชื่อสามัญ : Dixie rosemallow,Cotton rose, Confederate rose

วงศ์ :  Malvaceae

ชื่อพื้นเมือง : ดอกสามสี  ดอกสามผิว (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พุดตาน

พุดตาน เป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึงประมาณ 5 เมตร ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนค่ะ โดยมีการนำเข้ามาปลูกในไทยเราตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ลักษณะโดยทั่วไปของพุดตานนั้น จะเป็นไม้ที่มีพุ่มเตี้ย ต้นและกิ่งมีขนสีเทา ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกสลับ ขอบใบหยัก โคนรูหัวใจปลายใบแหลม มีขนสาก ดอกคล้ายดอกชบาซ้อน ขนาดดอกใหญ่สวยงาม ออกดอกตามซอกใบและปลายกิ่งบานในตอนเช้า โดยเมื่อแรกบานจะมีสีขาว สาย ๆ จะเป็นสีชมพู และตอนบ่ายดอกจะกลายเป็นสีชมพูเข้มจนเกือบแดง ออกดอกดกตลอดทั้งปี ชอบแสดงแดดจัด ไม่ชอบที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง ดังนั้นจึงควรเลือกที่ปลูกในที่น้ำท่วมไม่ถึง ดินร่วนซุย แต่ก็ควรให้น้ำเพื่อให้คงรักษาระดับความชื้นไว้ที่ปานกลาง

ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง


อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,panmai.com
ภาพประกอบจาก thaiherb.info/cotton-rose-confederate-rose.html


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไม้ดอก : ว่านจูงนาง





ว่านจูงนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Geodorum attenuatum Griff.

วงศ์ : ORCHIDACEAE

ชื่อพื้นเมือง : ว่านจูงนาง

ชื่ออื่นๆ : ว่านอึ่งเปราะ, ว่านถอนพิษ, กำปองดิน

ลักษณะทางพันธุศาสตร์

ว่านจูงนาง หรือว่านเขียด(ชื่อเรียกทางภาคเหนือ) นั้นเป็นว่านที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับริมรั้ว หรือใช้เป็นไม้กระถางค่ะ พืชชนิดนี้จัดอยู่ในหมวดกล้วยไม้ดิน มีลำต้นและหัวแบบหัวเผือกอยู่ใต้ดิน โบราณว่าเป็นว่านมหาเสน่ห์ ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อกระจะจากเหง้า สีขาว ปลายกลีบเหลือง โคนกลีบมีสีน้ำตาลแดง ก้านช่อตั้งตรง ปลายช่อดอกค้อมลง ใบมีลักษณะรูปเดี่ยว เป็นใบเดี่ยว แผ่นใบหนา

วิธีปลูกว่านจูงนางนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกในกระดางที่ผสมด้วยเศษกระเบื้องหรือเศษอิฐทุบระเอียด ดินร่วน และทรายหยาบค่ะ ผสมเครื่องปลูกข้างต้นกับปุ๋ยอินทรีย์ นำหัวว่านวางแล้วกลบดินไม่ต้องแน่น รดน้ำพอชื้น ระวังอย่าให้แฉะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,natres.skc.rmuti.ac.th/WAN/data/jung-nang.htm
ภาพประกอบจาก topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/03/J10328814/J10328814.html